ประวัติความเป็นมาของอำเภอวังสามหม
                ในปี  พ.ศ. 2472   ได้มีชาวบ้านหลายกลุ่มอพยพเข้ามาทำมาหากินที่บริเวณแอ่งน้ำขนาดใหญ่  เนื้อที่ประมาณ 30 ไร่  ล้อมรอบด้วยป่าไม้หนาทึบ  ในฤดูฝนน้ำจะเต็มแอ่ง เมื่อถึงฤดูแล้งน้ำจะแห้งขอด แต่ก็ยังเป็นพื้นที่ ที่มีความอุดมสมบูรณ์  ชาวบ้านอพยพเข้ามาทำมาหากินจนกลายเป็นหมู่บ้านและกลายเป็นชุมชนมาจนทุกวันนี้       
               ชาวบ้านที่อพยพเข้ามานั้นมีอยู่  3  กลุ่ม คือ
                            1.  กลุ่มที่อพยพมาจากบ้านจำปานาอวน  จังหวัดสกลนคร
                          2.  กลุ่มที่อพยพมาจากบ้านส่องดาวดงแสนตอ  จังหวัดสกลนคร
                         3.  กลุ่มที่อพยพมาจากบ้านนาฮี นายูง  อำเภอกุมภวาปี  จังหวัดอุดรธานี
                ในปี  พ.ศ.2474 - 2477 ได้มีกลุ่มชาวบ้านจากบ้านเหล่าสีแก้ว  ต.ภูแล่นช้าง อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์  อพยพเข้ามาเป็นชุดแรก  ชาวบ้านจากบ้านกุดกอกส้มป่อย ต.คุ้มเก่า อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์  ชาวบ้านจากบ้านดงสวาง อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์   ชาวบ้านจากบ้านหนองอีเมย อ.โพนทอง จ.ร้อยเอ็ด   ชาวบ้านจากบ้านนาเกลี้ยงนาเวียง อ.เมือง จ.ยโสธร (สมัยนั้นขึ้นกับจังหวัดอุบลราชธานี)  ชาวบ้านจากอำเภอเลิงนกทา จ.อุบลราชธานี   ชาวบ้านจากบ้านเก่ากลาง บ้านจุมจัง อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์  อพยพตามมาเป็นกลุ่มที่  2 , 3 , 4 , 5 , 6 และ 7  ตามลำดับ
               ในปี  พ.ศ.2477  ครอบครัวที่อพยพมานั้นลูกหลานได้แยกครอบครัวออกเป็นอิสระ นับได้จำนวนทั้งสิ้น  64  ครอบครัว  ในสมัยนั้นถือว่าเป็นหมู่บ้านที่ใหญ่โตมากที่เดียว ทางราชการโดยนายอำเภอกุมภวาปี  เห็นว่าหมู่บ้านแห่งนี้สมควรจะได้ประกาศเป็นหมู่บ้านที่ถูกต้องตามกฎหมายได้แล้ว จึงได้สอบถามผู้นำหมู่บ้านว่า สมควรจะตั้งชื่อหมู่บ้านว่าอย่างไรถึงจะดี   ผู้นำหมู่บ้านได้เล่าสภาพภูมิประเทศของหมู่บ้านให้นายอำเภอฟัง นายอำเภอจึงได้ให้คำเสนอแนะและเห็นว่าชุมชนแห่งนี้มีหนองน้ำขนาดใหญ่อยู่กลางโคกจึงได้ตั้งชื่อหมู่บ้านแห่งนี้ว่า "บ้านหนองแวงโคก" ให้ขึ้นตรงกับ ต.นายูง อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี  ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ชาวบ้านต่างช่วยกันพัฒนาหมู่บ้านจนเกิดความเจริญและขยายชุมชนขึ้นมาเรื่อยๆ จนถึงปี พ.ศ.2517 คณะกรรมการสภาตำบลหนองกุงทับม้า  คณะกรรมการสภาตำบลหนองหญ้าไซ  คณะกรรมการสภาตำบลบะยาว  ได้มีมติขอตั้งกิ่งอำเภอขึ้นที่หมู่บ้านหนองแวงโคก ต.หนองกุงทับม้า  จนถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2518  กรมการปกครอง กระทรงวงมหาดไทย  ได้ประกาศตั้งกิ่งอำเภอวังสามหมอ แยกการปกครองออกจากอำเภอศรีธาตุ  แต่ทางราชการและหน่วยงานต่างๆได้ส่งข้าราชการมาปฏิบัติงานจริงๆใน  วันที่ 1 พฤศจิกายน 2519  เนื่องจากความไม่พร้อม ทั้งจากข้าราชการ จากหน่วยงาน  และเส้นทางที่เดินทางมาจาก  อ.ศรีธาตุ มาที่บ้านหนองแวงโคกทุระกันดารมากจะต้องเดินเท้าหรือลงเรือมาขึ้นฝั่งที่บ้านดงง่ามเท่านั้น
อำเภอวังสามหมอ  ก่อตั้งเป็นกิ่งอำเภอเมื่อ  พ.ศ. 2518  และได้รับยกฐานะเป็นอำเภอเมื่อเดือน  กรกฎาคม  2524   ชื่อ  “วังสามหมอ”  มาจากตำนานเก่าแก่ว่ามี  จระเข้ใหญ่  ตังหนึ่งหลงกลืนร่างธิดาเจ้าเมืองท่าขอนยางและกลัวความผิด  จึงได้หนีตามล่ามากบดานที่วังน้ำใหญ่  ของน้ำลำพันชาด  เจ้าเมืองได้ให้คนมาปราบจระเข้ตัวนี้  โดยใช้หมอผู้มีเวทย์มนต์มาปราบ  หมอผู้ชาย  2  คนแรก สู้พญาจระเข้ไม่ได้   ต้องสังเวยชีวิต ไป  ส่วนหมอคนที่  3  เป็นหญิงมีเวทย์มนต์อาสาปราบจนพญาจระเข้สิ้นฤทธิ์ในที่สุด  เพราะการที่ต้องใช้หมอปราบพญาจระเข้  ถึง  3  คน  นี้เองวังน้ำแห่งนี้  จึงถูกตั้งชื่อว่า   “วังสามหมอ”  และถูกนำมาใช้เป็นชื่ออำเภอในที่สุด  วังน้ำใหญ่แห่งนี้ปัจจุบัน   ตั้งอยู่บ้านวังใหญ่  หมู่ที่  6  ตำบลหนองกุงทับม้า  อำเภอวังสามหมอ  จังหวัดอุดรธานี
                ในปี พ.ศ.2520 สำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบทอุดรธานี (รพช.) ได้สร้างถนนจาก อ.ศรีธาตุ ถึง อ.วังสามหมอ ระยะทาง 25 กม. เป็นถนนลูกรัง ผิวถนนกว้าง 6 เมตร  สร้างเสร็จเรียบร้อยและใช้เป็นเส้นทางสัญจรไปมาได้ เมื่อเดือน มีนาคม 2521
                คืนวันที่  8  กรกฎาคม 2520  ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์  ประมาณ 60 คน พร้อมอาวุธครบมือ ได้เข้าโจมตีเจ้าหน้าที่ตำรวจและอาสาสมัครของอำเภอวังสามหมอ เผ่าที่ว่าการอำเภอและเอกสารต่างๆ กำลังส่วนหนึ่งได้เข้ายึดสถานีตำรวจที่เช่าอยู่ในตลาดและเผ่าเอกสารต่างๆทั้งหมด

                                                                                                    ต่อมา ทางราชการได้ออกพระราชกฤษฏีกา ยกฐานะ กิ่งอำเภอวังสามหมอ ให้เป็นอำเภอวังสามหมอ ตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2524 แต่กว่าหนังสือจากหน่วยเหนือจะมาถึงอำเภอวังสามหมอก็ล่วงเลยมาจนถึงเดือนกันยายน 2524  ประชาชนต่างดีใจกันถ้วนหน้าและได้ประชุมปรึกษาหารือกันจัดงานฉลองอำเภอวังสามหมอกันอย่างยิ่งใหญ่ 5 วัน 5 คืน  โดยเริ่มงานวันที่ 8  มกราคม 2525 และถือเป็นงานประจำปีของอำเภอวังสามหมอ มาจนกระทั่งทุกวันนี้